อาคารที่สร้างก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักแผ่นดินไหวอย่างจริงจัง มักไม่ได้ออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ตั้งแต่แรก ความเสี่ยงของอาคารกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าจะพังทลายทันทีเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แต่หมายถึงมีความสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนต่ำกว่าอาคารที่ออกแบบตามมาตรฐานใหม่ จึงควรได้รับการประเมินและพิจารณาเสริมความแข็งแรงตามความเหมาะสม
🏗️ ทำไมอาคารเก่าถึงมีความเสี่ยงมากกว่า
อาคารที่ออกแบบก่อนมีมาตรฐานรับแผ่นดินไหว มักคำนึงถึงเฉพาะน้ำหนักบรรทุกในแนวดิ่งตามปกติ ไม่ได้คำนวณแรงด้านข้าง (Lateral Force) ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวไว้ในการออกแบบ ทำให้เสาและคานอาจไม่มีปริมาณเหล็กเสริมเพียงพอสำหรับรับแรงเฉือนและแรงดัดที่เกิดขึ้นขณะแผ่นดินไหว โดยเฉพาะที่จุดต่อระหว่างเสากับคาน (Beam-Column Joint) ซึ่งเป็นจุดที่มักเสียหายก่อนส่วนอื่น
🔍 วิธีประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น
การประเมินเบื้องต้นทำได้โดยตรวจสอบปีที่ก่อสร้างอาคารเทียบกับช่วงเวลาที่มาตรฐานการออกแบบรับแผ่นดินไหวเริ่มบังคับใช้ในพื้นที่นั้น ตรวจสอบแบบก่อสร้างเดิมหากยังมีอยู่ว่าได้คำนวณแรงแผ่นดินไหวไว้หรือไม่ และสังเกตลักษณะโครงสร้าง เช่น ขนาดเสาที่เล็กเมื่อเทียบกับความสูงอาคาร หรือชั้นล่างที่โล่งไม่มีผนังรับแรงมากนัก (Soft Story) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่พบบ่อยในอาคารเก่า
🛠️ แนวทางเสริมความแข็งแรงโครงสร้าง
สำหรับอาคารที่ประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสูง วิศวกรโครงสร้างอาจแนะนำวิธีเสริมความแข็งแรงหลายรูปแบบ เช่น การพันเสาด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP Wrapping) เพื่อเพิ่มความสามารถรับแรงเฉือน การเสริมกำแพงรับแรงเฉือน (Shear Wall) ในจุดยุทธศาสตร์ของอาคาร หรือการเสริมเหล็กที่จุดต่อเสา-คานที่เป็นจุดอ่อน วิธีการที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับผลการประเมินโครงสร้างโดยละเอียดของแต่ละอาคาร
📋 ขั้นตอนที่แนะนำสำหรับเจ้าของอาคาร
เจ้าของอาคารเก่าควรเริ่มจากการว่าจ้างวิศวกรโครงสร้างที่มีความเชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวเข้าประเมินอาคารโดยละเอียด ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจสอบแบบก่อสร้างเดิม การสำรวจสภาพโครงสร้างปัจจุบัน และการคำนวณทางวิศวกรรมเพื่อประเมินระดับความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจว่าจำเป็นต้องเสริมความแข็งแรงหรือไม่และในระดับใด
❓ คำถามที่พบบ่อย
อาคารทุกหลังที่สร้างก่อนปี 2550 ต้องเสริมโครงสร้างหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับผลการประเมินโครงสร้างของแต่ละอาคาร บางอาคารอาจมีความสามารถรับแรงเพียงพออยู่แล้วจากปัจจัยการออกแบบอื่น ๆ
การเสริมความแข็งแรงด้วย CFRP ใช้เวลานานไหม ขึ้นอยู่กับจำนวนเสาที่ต้องเสริมและขนาดอาคาร งานพันเสาด้วยคาร์บอนไฟเบอร์แต่ละต้นใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องมีการเตรียมผิวและตรวจสอบคุณภาพงานอย่างละเอียด
ประเมินความเสี่ยงแผ่นดินไหวของอาคารมีค่าใช้จ่ายสูงไหม ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของอาคาร ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างเพื่อขอประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นตามลักษณะอาคารจริง
อาคารที่มีชั้นล่างโล่งอันตรายกว่าอาคารทั่วไปจริงไหม ลักษณะ Soft Story มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากชั้นล่างขาดผนังรับแรงที่เพียงพอ ทำให้เป็นจุดที่มักเสียหายก่อนชั้นอื่นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง
Interplug ให้คำปรึกษาและบริการเสริมความแข็งแรงโครงสร้างอาคารเก่า ร่วมกับทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ด้านการประเมินความเสี่ยงแผ่นดินไหว
ปรึกษาความปลอดภัยของอาคารเก่าได้ที่ Line OA: @interplug โทร: 086-780-8293 เว็บไซต์: www.interplug.co.th

