“ทำไมพื้นอีพ๊อกซี่บางโครงการอยู่ได้ 15 ปี แต่บางโครงการพังภายใน 1 ปี — คำตอบอยู่ที่ขั้นตอนที่หลายคนมองข้าม”
—
พื้นอีพ๊อกซี่ที่ดูเหมือนเป็นแค่การทาสีลงบนพื้น ความจริงแล้วคือระบบหลายชั้นที่แต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะและขาดไม่ได้ การข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งคือการทำลายความทนทานของทั้งระบบ
—
ขัดพื้นด้วย Diamond Grinding เพื่อเปิดรูพรุนของคอนกรีต ทำให้วัสดุชั้นถัดไปซึมเข้าได้ลึก ถ้าข้ามขั้นตอนนี้ทุกอย่างที่ทำทับลงไปจะลอกออกในที่สุด ไม่ว่าจะใช้วัสดุดีแค่ไหนก็ตาม
ซึมเข้าเนื้อคอนกรีตเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างพันธะยึดเกาะระหว่างคอนกรีตกับอีพ๊อกซี่ ความหนาที่เหมาะสมคือ 50–100 ไมครอน หากข้ามชั้นนี้เพื่อประหยัดเวลา ผลที่ได้คือพื้นลอกภายใน 3–6 เดือน
ชั้นหลักที่ให้ความหนาและความแข็งแรงของระบบ ในระบบ Self-Leveling ชั้นนี้จะไหลเกลี่ยตัวเองให้เรียบสม่ำเสมอ ความหนาที่เหมาะสมคือ 1–3 มม. ขึ้นอยู่กับการใช้งานและน้ำหนักที่พื้นต้องรับ
ผิวหน้าสุดท้ายที่ต้านการสึกหรอ UV และสารเคมี เลือกได้ทั้งแบบ Gloss, Semi-Gloss และ Matt ตามความต้องการ ความหนาที่เหมาะสมคือ 100–200 ไมครอน
—
—
ความชื้นเกิน 75% RH ทำให้อีพ๊อกซี่ไม่ยึดเกาะและลอกออกในภายหลัง
ผลคือพื้นลอกภายใน 3–6 เดือน แม้จะใช้วัสดุ Top Coat ดีแค่ไหนก็ตาม
ความหนาไม่ได้ทำให้ระบบล้มเหลวทันที แต่อายุงานจะสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ
อีพ๊อกซี่ต้องการอุณหภูมิ 15–35 องศาเซลเซียส และความชื้นในอากาศไม่เกิน 85%
ทำให้เกิดฟองอากาศและการยึดเกาะระหว่างชั้นไม่สมบูรณ์
—
ก่อนเซ็นสัญญากับผู้รับเหมางานพื้นอีพ๊อกซี่ให้ถามคำถาม 3 ข้อนี้เสมอ
1. จะตรวจวัดความชื้นพื้นคอนกรีตก่อนทำงานไหม?
2. จะใช้ความหนารวมของระบบเท่าไหร่?
3. จะใช้กี่ชั้นและแต่ละชั้นทิ้งระยะเวลาแห้งนานแค่ไหน?
ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่แน่ใจ นั่นคือสัญญาณที่ต้องระวัง
—

